Top notch Multipurpose WordPress Theme!

เช็คอาการแอร์เสียเบื้องต้น

by Yensabuy Service Air Comments: 0

 

ไม่อยากเสียเงินซ่อมแอร์แพง ๆ มีวิธีดูอาการเบื้องต้นก่อนเรียกช่าง

บ้านใดที่มีการใช้แอร์กันอยู่แล้ว สิ่งที่มักจะพบเจอเมื่อใช้ไปนาน ๆ ก็คืออาการเสียต่าง ๆ ซึ่งบางอาการนั้นอาจไม่จำเป็นต้องถึงมือช่างก็ได้ อย่างเช่นเมื่อแอร์ไม่เย็น หรือลมแอร์ไม่แรงก็เพียงแค่ถอดแผ่นกรองออกมาล้าง แต่สำหรับอาการที่หนักขึ้นและอาจจำเป็นต้องให้ช่างมาช่วยในการซ่อมแอร์ หากเราทราบเบื้องต้นว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากเรื่องใด มันก็สามารถช่วยประหยัดเวลาในการวินิจฉัยอาการเสียโดยช่าง และที่แน่ ๆ ก็สามารถช่วยในการประหยัดค่าซ่อมลงได้ด้วย

สาเหตุหลัก ๆ ที่มักพบเจออาการเสียจนถึงขั้นต้องซ่อมแอร์ก็คือ

  • แอร์ไม่เย็น ทั้ง ๆ ที่ทำการล้างแผ่นกรองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่คุณต้องสังเกตประกอบกันก็คือคอมเพรสเซอร์หรือเครื่องที่มีพัดลมระบายอากาศร้อนซึ่งอยู่ด้านนอกตัวบ้านนั้นยังคงทำงานอยู่หรือไม่ หากยังทำงานอยู่ก็แสดงว่าอาการเสียเป็นที่ระบบทำความเย็นที่ผิดปกติ เช่นท่อน้ำยาตัน น้ำยาแอร์ขาด หรือแรงอัดของคอมเพรสเซอร์ไม่พอซึ่งอาจมีอาการรั่วของระบบสุญญากาศ ซึ่งเมื่อช่างมาทำการซ่อมแอร์ก็จะสามารถวินิจฉัยอาการได้เร็วขึ้น คือเลือกเช็คเฉพาะจุดตามอาการที่คุณอธิบาย การซ่อมก็ทำได้เร็วขึ้น แต่ในกรณีที่คอมเพรสเซอร์ไม่ทำงาน อาการผิดปกติก็จะเป็นผลมาจากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ระบบไฟฟ้า หรือระบบเซ็นเซอร์ต่าง ๆ อันนี้ก็ได้แต่ลุ้นว่าขอให้เป็นกับอุปกรณ์ที่ไม่แพงมาก อาการหนักสุดก็คือแผงวงจรควบคุมช็อต การหาอะไหล่เปลี่ยนจะค่อนข้างแพงราคาอยู่ที่ประมาณ 1,500 – 3,000 บาท ขึ้นอยู่กับแอร์แต่ละประเภทแต่ละรุ่นและแต่ละยี่ห้อแอร์
  • เปิดสวิตช์แล้วทุกอย่างไม่ทำงานเลย โดยปกติแล้วแอร์ปัจจุบันนี้มักต้องใช้รีโมทควบคุมการวินิจฉัยอาการเสียควรเริ่มจากง่ายไปยาก อาการแบบนี้อาจเป็นเพียงรีโมทเสียก็ได้ ซึ่งกรณีนี้ไม่จำเป็นต้องซ่อมแอร์เลย
    ให้ลองเช็คการทำงานของรีโมทดูก่อน หากถ่านยังมีให้ลองเช็คการส่งสัญญาณของรีโมทด้วยการเปิดกล้องโทรศัพท์ของคุณไปที่จุดส่งสัญญาณที่รีโมท ส่วนมากจะมีลักษณะเหมือนหลอดไฟเล็ก ๆ ใส ๆ เมื่อคุณกดสวิตช์ต่าง ๆ บนรีโมทสัญญาณจะถูกส่งไปทางนี้แต่คุณจะมองไม่เห็นเพราะเป็นคลื่นอินฟราเรด จึงต้องใช้กล้องจากโทรศัพท์ช่วยดู ถ้ายังทำงานอยู่ ในขณะที่คุณกดปุ่มใด ๆ ก็ตามคุณจะเห็นไฟที่จุดนี้กระพริบตามการกดทั้ง ๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น หากรีโมทยังทำงานก็น่าจะมีสาเหตุมาจากตัวเครื่องเองแล้ว อาจเป็นสายไฟเก่าจนขาด หรือหลุด ฟิวส์ขาด ช่างก็จะทำการตรวจเช็คสายไฟหรือฟิวส์ตามอาการ
  • มีน้ำหยดจนทำให้บางครั้งลมไม่แรง หรือไม่เย็น อาการแบบนี้ก็มักพบกันได้มาก ในกรณีที่ใช้ไปนาน ๆ สาเหตุก็จะมาจากความสกปรกที่สะสม หรือท่อน้ำตันหรือหลุดก็เป็นไปได้ กรณีเช่นนี้การซ่อมแอร์ต้องใช้การทำความสะอาดที่ละเอียดขึ้นคืออาจต้องใช้ปั๊มป์แรงดันช่วยในการทำความสะอาด และตรวจหาจุดที่มีรอยรั่วแล้วทำการเปลี่ยนใหม่ซะ

ลองสังเกตอาการเหล่านี้ดูแล้วคุณจะพบว่าส่วนมากอาการที่พบก็มีลักษณะแบบนี้เสียเป็นส่วนใหญ่ การวินิจฉัยเบื้องต้นทำให้ช่างไม่ต้องมาสุ่มเช็คซึ่งจะเป็นเหตุผลในการเพิ่มค่าซ่อมแอร์ได้ภายหลังนะ ซึ่งคุณก็จำเป็นต้องจ่ายเพื่อให้แอร์สามารถทำความเย็นได้ตามปกติ

 


 

11 วิธีช่วยประหยัดค่าไฟ

by Yensabuy Service Air Comments: 0

11 วิธีต่อไปนี้ จะช่วยเราประหยัดพลังงานและพลังเงินของเราโดยไม่ต้องลงทุน

หลายวิธีที่จะกล่าวถึงนี้ อาจเป็นวิธีง่ายๆ ที่เราคิดไม่ถึงหรือเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าเราพร้อมใจกันปฏิบัติอย่างถูกต้อง จะช่วยประหยัดพลังงานและค่าไฟได้อย่างไม่น่าเชื่อ

    1. ปิดพัดลมระบายอากาศเมื่อไม่จำเป็น

ในห้องปรับอากาศมักติดตั้งพัดลมระบายอากาศไว้สำหรับระบายอากาศออกจากห้องปรับอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องที่มีกลิ่นหรือควันจากการสูบบุหรี่ เมื่อมีการระบายอากาศออกจากห้อง ก็จะมีอากาศในปริมาณเท่ากันไหลเข้ามาในห้อง เพื่อทดแทนอากาศส่วนที่ถูกระบายทิ้งออกไป อากาศจากภายนอกที่ไหลเข้ามาแทนที่นี้ ทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อทำให้อากาศร้อนจากภายนอกที่เข้ามาเย็นลงจนเท่ากับอากาศภายในห้อง พัดลมระบายอากาศนี้มีความจำเป็น หากเป็นห้องที่มีคนใช้งานมาก หรือมีกลิ่นจากเอกสาร, อาหาร หรือควันบุหรี่ แต่หากเป็นห้องที่มีคนใช้งานไม่มาก และไม่มีกลิ่นรบกวน ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลมระบายอากาศ ทั้งนี้เนื่องจาก โดยธรรมชาติจะมีอากาศรั่วซึมผ่านทางกรอบประตูหน้าต่างอยู่ในปริมาณหนึ่งอยู่แล้ว ซึ่งเพียงพอสำหรับใช้ในการหายใจ นอกจากนี้ หากเป็นห้องประชุม ในขณะที่เปิดเครื่องปรับอากาศ เพื่อให้อากาศเย็นก่อนจะมีคนเข้าใช้ห้อง ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลมระบายอากาศ ให้รอจนมีคนเข้าใช้ห้องประชุมเป็นจำนวนมากก่อน จึงเปิดพัดลมระบายอากาศก็ได้

    2. ตั้งปิดจอคอมพิวเตอร์เมื่อไม่ใช้งาน

ในสำนักงานสมัยใหม่ มีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์กันมากขึ้น ความร้อนจากเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นภาระมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับเครื่องปรับอากาศ เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหนึ่งเครื่อง จะปล่อยความร้อนออกมาโดยประมาณ250 วัตต์ โดยส่วนใหญ่จะเป็นความร้อนจากจอมอนิเตอร์ประมาณ180-200 วัตต์ โดยปกติแล้ว เครื่องคอมพิวเตอร์จะไม่ได้ถูกใช้งานตลอดเวลา ดังนั้นผู้ผลิตโปรแกรม จึงมีส่วนที่ให้ผู้ใช้สามารถตั้งโปรแกรมให้จอมอนิเตอร์ปิดโดยอัตโนมัติ เมื่อไม่ได้สัมผัสคีย์บอร์ด หรือเมาส์ในระยะเวลาหนึ่ง

สำหรับผู้ใช้ Window 98 การตั้งเวลาสามารถทำได้ ดังนี้

1) เลือก My computer

2) เลือก Control Panel

3) เลือก Power Management

4) ตั้งค่า Power schemes เป็น Home/Office Desk

   3. ตั้งอุณหภูมิ28 ๐C แล้วเปิดพัดลมเสริม

ความเย็นสบาย หรือความสบายเชิงความร้อน (Thermal Comfort) เกิดขึ้นได้จากการมีปัจจัยหลัก 3 ประการที่สมดุลกัน คือ

1) อุณหภูมิ

2) ความชื้นสัมพัทธ์

3) ความเร็วลม

หากต้องการระดับความสบายเท่าเดิม เมื่อปัจจัยหนึ่งเปลี่ยนก็สามารถเปลี่ยนปัจจัยอื่นเป็นการทดแทนได้การตั้งอุณหภูมิในห้องสูงขึ้น จะประหยัดพลังงานได้ โดยปกติแล้วก็จะตั้งได้สูงสุดประมาณ 25-26 C มิฉะนั้นจะร้อนเกินไป แต่ถ้าเราเปิดพัดลมช่วยเพิ่มความเร็วลมในห้อง เราจะสามารถตั้งอุณหภูมิได้สูงถึง 28-30 C โดยยังเย็นสบายเหมือนเดิม (มีระดับความสบายเชิงความร้อนเท่ากัน) โดยจะช่วยประหยัดพลังงานได้มาก

     4. นำตู้มาตั้งชิดผนังด้านตะวันออกหรือตะวันตก

ผนังด้านที่มีความร้อนเข้ามามากทีสุดคือ ด้านตะวันออก และตะวันตก นอกจากความร้อนที่ผ่านผนังเข้ามาแล้ว เวลาที่แสงอาทิตย์ส่องถูกผนัง จะทำให้ผนังมีอุณหภูมิร้อนขึ้นมาก และจะแผ่รังสีความร้อนมาสู่ตัวคน ซึ่งจะทำให้คนรู้สึกร้อนขึ้น แม้อุณหภูมิในห้องจะเท่าเดิม ในห้องที่มีสภาพนี้จะต้องตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ประมาณ 21-22 C จึงจะรู้สึกเย็นสบาย แต่เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น การนำตู้ไปตั้งชิดผนัง จะช่วยป้องกันการแผ่รังสีความร้อนจากผนังได้ ดังนั้นจึงไม่ต้องตั้งอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ ในห้องที่ผนังห้องไม่ร้อน การตั้งอุณหภูมิที่ 25 C ก็จะเย็นสบายเพียงพอ นอกจากป้องกันการแผ่รังสีความร้อนจากผนังแล้ว การมีตู้ตั้งชิดผนัง ยังเสมือนว่ามีผนังหนาขึ้น จึงเป็นการช่วยลดความร้อนที่ผ่านผนังเข้ามาได้ด้วย อย่างไรก็ตาม การนำตู้ไปตั้งติดผนังห้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก

ผนังด้านนั้นมีกระจกด้วย จะทำให้อุณหภูมิภายในตู้สูงกว่าอุณหภูมิห้อง ดังนั้น จึงควรระมัดระวังกรณีที่สิ่งของภายในตู้ไม่สามารถทนความร้อนได้

    5. ปิดแอร์เมื่อไม่ใช้และอย่าเปิดประตูหน้าต่างทิ้งไว้ในขณะปิดแอร์

ระบบปรับอากาศ (แบบน้ำเย็น) ใช้พลังงานประมาณ 1 หน่วยต่อตันต่อชั่วโมง ตัวอย่างเช่นเครื่องปรับอากาศขนาด 5 ตัน เปิดใช้งาน 4 ชั่วโมง จะใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 1 x 5 x 4 = 20 หน่วย คิดเป็นเงินประมาณ 20 x 3= 60 บาท (ค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 3 บาทต่อหน่วย) ในอาคารทั่วไปๆ ค่าไฟฟ้าที่จ่ายไปกว่าครึ่งหนึ่งเป็นค่าไฟของระบบปรับอากาศ การปิดเครื่องปรับอากาศเมื่อไม่ใช้ห้องปรับอากาศจะสามารถช่วยประหยัดพลังงานได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่ในขณะที่ปิดเครื่องปรับอากาศนั้น จะต้องไม่เปิดประตูหรือหน้าต่างทิ้งไว้ มิฉะนั้นความร้อนและความชื้นจากภายนอกจะเข้าไปในห้องปรับอากาศและจะสะสมอยู่ที่ พื้น, ผนัง, เฟอร์นิเจอร์, พรม, กระดาษ, ผ้าม่านฯลฯ เมื่อเปิดเครื่องปรับอากาศครั้งต่อไปเครื่องปรับอากาศก็จะต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อดึงเอาความร้อนและความชื้นนี้ออกไป ซึ่งจะเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าการเปิดเครื่องปรับอากาศอย่างต่อเนื่องเสียอีก

    6. ย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นออกนอกห้องปรับอากาศ

อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดจะปล่อยความร้อนออกมา เท่ากับพลังงานไฟฟ้าที่อุปกรณ์นั้นใช้ ดังนั้น ภาระส่วนหนึ่งที่สำคัญของเครื่องปรับอากาศจึงเกิดจากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ภายในห้องปรับอากาศ หากเราสามารถลดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในห้องปรับอากาศโดยการย้ายออกไปตั้งไว้นอกห้องปรับอากาศได้ก็จะเป็นการช่วยประหยัดพลังงานได้ ตัวอย่างอุปกรณ์ที่มักมีอยู่ในห้องปรับอากาศแต่สามารถย้ายออกไปได้ เช่น

1) ตู้เย็น

2) ตู้ทำน้ำเย็น

3) เครื่องถ่ายเอกสาร

4) หม้อต้มน้ำร้อน หรือเครื่องชงกาแฟ

5) ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ

6) หม้อหุงข้าวไฟฟ้า

7) ฯลฯ

    7. ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าและไฟแสงสว่างที่ไม่จำเป็น

เครื่องใช้ไฟฟ้าและหลอดไฟฟ้าแสงสว่าง จะปล่อยความร้อนเข้าสู่ห้องปรับอากาศ เท่ากับพลังงานที่อุปกรณ์ไฟฟ้าและหลอดไฟใช้ และความร้อนนั้นก็จะกลายเป็นภาระของเครื่องปรับอากาศ และต้องเสียพลังงานในการนำความร้อนนี้ทิ้งออกไปข้างนอกอีก จะเห็นได้ว่า การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือไฟฟ้าแสงสว่าง ในห้องปรับอากาศจะเป็นการเสียค่าไฟสองต่อ คือ

– เสียค่าไฟที่อุปกรณ์หรือหลอดไฟใช้

– เสียค่าไฟที่เครื่องปรับอากาศเพื่อนำความร้อนออกไปทิ้งนอกห้อง

ดังนั้น การปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าและไฟแสงสว่างที่ไม่จำเป็นในห้องปรับอากาศจึงเป็นการประหยัดสองต่อ คือ ประหยัดที่ตัวอุปกรณ์และประหยัดที่เครื่องปรับอากาศ

     8. งดสูบบุหรี่ในห้องปรับอากาศ

เมื่อมีการสูบบุหรี่ในห้องปรับอากาศก็จะต้องเปิดพัดลมระบายอากาศ เพื่อระบายควันและกลิ่นออกจากห้องการระบายอากาศส่วนหนึ่งออกจากห้อง ก็จะทำให้มีอากาศจากภายนอกใหลเข้ามาในห้องทดแทนซึ่งจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้น หากงดสูบบุหรี่ในห้องปรับอากาศก็ไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลมระบายอากาศหรือเปิดเพียงช่วงสั้นๆ ก็เพียงพอซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานได้ นอกจากนี้ การงดสูบบุหรี่ในห้องปรับอากาศ ยังลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ จึงทำให้มีฝุ่นละอองไปจับที่คอยล์น้อยเครื่องปรับอากาศ จึงมีประสิทธิภาพสูงอยู่เสมอ และช่วยยืดระยะเวลาการบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศไปได้

     9. สวมเสื้อผ้าบางๆ

การสวมเสื้อผ้าบางๆ จะช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้น จึงสามารถตั้งอุณหภูมิให้สูงขึ้นได้ทำให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น ดั้งนั้น จึงควรรณรงค์ให้ผู้ที่ทำงานในห้องปรับอากาศหันมาใส่เสื่อผ้าบางๆ ไม่ควรใส่สูทเพื่อที่จะตั้งอุณหภูมิให้สูงขึ้นได้

    10. ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท

หากปิดประตูหรือหน้าต่างไม่สนิท จะทำให้มีอากาศร้อนชื้นจากภายนอกรั่วใหลเข้าไปในห้องได้ซึ่งจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้น และสิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น มาตรการนี้ดูจะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่น่าจะต้องกล่าวถึงอีกแต่กลับเป็นปัญหาที่พบบ่อย และละเลยกันมากที่สุด นอกจากการปิดประตูหน้าต่างไม่สนิทรอยรั่วรอบๆ กรอบ

ประตูและหน้าต่างก็เป็นปัญหาที่พบบ่อยๆ หากพบว่ามีรอยแยกและมีลมรั่วจากภายนอกเข้ามา ก็ควรดำเนินการแก้ไขเพื่อช่วยกันประหยัดพลังงาน

    11. ปิดผ้าม่าน

การปิดผ้าม่าน จะช่วยลดการแผ่รังสีความร้อนจากภายนอกเข้ามาสู่ตัวคนโดยตรงได้ และยังช่วยลดการแผ่รังสีความร้อนจากผิวกระจกมาสู่ตัวคนด้วย ซึ่งทำให้ไม่ต้องตั้งอุณหภูมิต่ำกว่าปกติเพื่อชดเชยการแผ่รังสีความร้อนจึงช่วยประหยัดพลังงานได้ นอกจากลดการแผ่รังสีความร้อนมาสู่ตัวคนแล้ว ผ้าม่านยังช่วยสะท้อนความร้อนกลับออกไปภายนอกได้ด้วย (ถึงแม้ว่าจะไม่มากนัก) จึงเป็นการช่วยประหยัดพลังงานได้อีกทางหนึ่ง

 


 

ซ่อมแอร์รั่ว

by Yensabuy Service Air Comments: 0

ซ่อมแอร์ระบบรั่ว คือ แอร์ที่เปิดมาแล้วเครื่องทำงานปกติทั้งตัวคอยล์เย็นและคอยล์ร้อน แต่ไม่มีความเย็นออกมาจากด้านในห้อง เป็นลมเหมือนพัดลมธรรมดา แสดงว่าอาจมีการรั่วของระบบน้ำยา จากที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งต้องตรวจเช็คหาจุดรั่วซึมให้พบ และทำการเชื่อมปิดรอยรั่ว และแว๊กคัมระบบเพื่อไล่อากาศ จากนั้นก็ เติมน้ำยาแอร์ใหม่ครับ

ตารางราคาค่าบริการซ่อมรั่ว

ขนาดบีทียู (BTU) ราคา การรับประกัน ระยะเวลา
ขนาด 9,000 – 22,000 บีทียู 1,700.- 90 วัน 1 ช.ม.
ขนาด 23,000 – 28,000 บีทียู 1,900.- 90 วัน 1 ช.ม.
ขนาด 29,000 – 38,000 บีทียู 2,500.- 90 วัน 1 ช.ม.
ขนาด 39,000 – 48,000 บีทียู 3,200.- 90 วัน 1 ช.ม.
ขนาด 49,000 – 60,000 บีทียู 4,000.- 90 วัน 1 ช.ม.
ขนาด 61,000 – 80,000 บีทียู 5,500.- 90 วัน 1 ช.ม.

** พนักงานหารอยรั่วเจอแล้วและชี้ตำแหน่งรอยรั่วให้ลูกค้าทราบ ก่อนทำการซ่อม

รายละเอียดการทำงาน

  • ตรวจเช็คหารอยรั่วซึมตามจุดต่าง ๆ
  • แจ้งให้ลูกค้าทราบถึงจุดรั่วที่พบอย่างเด่นชัด
  • ทำการเชื่อมอุดรูรั่วตามจุดที่แจ้งลูกค้า
  • ทำการแว๊กคัมระบบทางเดินน้ำยาใหม่เพื่อไล่อากาศ
  • ตรวจเช็ครอยรั่วที่เชื่อมว่าไม่มีรอยรั่วอีก
  • เติมน้ำยาแอร์ให้เต็มระบบและทดสอบระบบแอร์

การเรียกเก็บค่าบริการ

ส่งบิลเรียกเก็บเมื่อทำงานเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

** การซ่อมแต่ละครั้งจะมีการแจ้งให้ลูกค้าทราบก่อนทุกครั้ง พร้อมทั้งแจ้งรายละเอียดการซ่อมและราคาค่าใช้จ่ายในการซ่อม ให้ลูกค้าได้ทราบก่อนล่วงหน้าเสมอ ด้วยการทำงานแบบมืออาชีพ เราตั้งใจให้พนักงานทำงานอย่างมีคุณภาพและดูแลรักษาแอร์ของท่าน ในการทำงานทุกครั้งครับ

 

กรณีหารอยรั่วไม่พบและต้องตัดมาเพื่อหารอยรั่ว

ตารางราคาค่าบริการตัดมาซ่อมรั่ว

ขนาดบีทียู (BTU) ราคา การรับประกัน ระยะเวลา
ขนาด 9,000 – 22,000 บีทียู 2,200.- 90 วัน 1 วัน
ขนาด 23,000 – 28,000 บีทียู 2,500.- 90 วัน 1 วัน
ขนาด 29,000 – 38,000 บีทียู 3,200.- 90 วัน 1 วัน
ขนาด 39,000 – 48,000 บีทียู 3,600.- 90 วัน 1 วัน
ขนาด 49,000 – 60,000 บีทียู 4,600.- 90 วัน 1 วัน
ขนาด 61,000 – 80,000 บีทียู 6,500.- 90 วัน 1 วัน

** พนักงานโทรแจ้งรอยรั่วที่หาพบให้ลูกค้าทราบ ก่อนทำการซ่อม

รายละเอียดการทำงาน

  • ตัดแอร์ไปเพื่อตรวจเช็คหารอยรั่วซึมตามจุดต่าง ๆ
  • แจ้งให้ลูกค้าทราบถึงจุดรั่วที่พบอย่างเด่นชัด
  • ทำการเชื่อมอุดรูรั่วตามจุดที่แจ้งลูกค้า
  • นำแอร์ที่ตัดไปมาประกอบและติดตั้งที่เดิม
  • ทำการแว๊กคัมระบบทางเดินน้ำยาใหม่เพื่อไล่อากาศ
  • ตรวจเช็ครอยรั่วที่เชื่อมว่าไม่มีรอยรั่วอีก
  • เติมน้ำยาแอร์ให้เต็มระบบและทดสอบระบบแอร์

การเรียกเก็บค่าบริการ

ส่งบิลเรียกเก็บเมื่อทำงานเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

** การซ่อมแต่ละครั้งจะมีการแจ้งให้ลูกค้าทราบก่อนทุกครั้ง พร้อมทั้งแจ้งรายละเอียดการซ่อมและราคาค่าใช้จ่ายในการซ่อม ให้ลูกค้าได้ทราบก่อนล่วงหน้าเสมอ ด้วยการทำงานแบบมืออาชีพ เราตั้งใจให้พนักงานทำงานอย่างมีคุณภาพและดูแลรักษาแอร์ของท่าน ในการทำงานทุกครั้งครับ